您现在的位置: 外语爱好者网站 >> 小语种 >> 其他语种 >> 正文

太上老君清静经泰文版

作者:外语爱好…    文章来源:本站原创    更新时间:2016-12-5

太上老君清静经泰文版全文+注释

คัมภีร์ “ไท่สั้งเหล่าจฺวินซฺวอฉางชิงจิ้งจิง” 《太上老君说常清静经》เป็นคัมภีร์ที่สำคัญคัมภีร์หนึ่งของศาสนาเต๋า เป็นคัมภีร์ที่อธิบายถึงสภาวะของเต๋าและสรรพสิ่ง คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ของศาสนาเต๋านิกาย “เจิ้งอี” 《正一》เป็นคำสอนของไท่สั้งเหล่าจฺวิน 《太上老君说常清静经》

太上老君清静经

大道无形 (เต๋าไร้รูป) ,生育天地 (กำเนิดฟ้าดิน) ;大道无情 (เต๋าไร้จิต) ,运行曰月 (ขับเคลื่อนสุริยันจันทรา) ;大道无名 (เต๋าไร้นาม) ,长养万物 (หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง) ;吾不知其名強名曰道 (ข้าไม่รู้จะเรียกสิ่งใด จึงขนานนามว่า “เต๋า”) 。夫道者 (อันเต๋านั้น) :有清有浊 (มีสะอาด, มีสกปรก) ,有动有静 (มีเคลื่อน, มีนิ่ง) ;天清地浊 (ฟ้าสะอาด, ดินสกปรก) ,天动地静 (ฟ้าเคลื่อน, ดินนิ่ง) ;男清女浊 (ชายสะอาด, หญิงสกปรก) ,男动女静 (ชายเคลื่อน, หญิงนิ่ง) ;降本流末 (ไหลเวียนเปลี่ยนผัน) ,而生万物 (ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง) 。清者浊之源 (สะอาดมีสกปรกเป็นราก) ,动者静之基 (เคลื่อนมีนิ่งเป็นฐาน) ;人能常清静 (มนุษย์สามารถสะอาดและนิ่ง) ,天地悉皆歸 (ฟ้าดินรวมกลับคืน) 。
夫人神好清 (ใจมนุษย์นั้นสะอาด) ,而心扰之 (แต่กลับวุ่นวาย) ;人心好静 (ใจมนุษย์สงบ) ,而欲牵之 (แต่ตัณหาชักพา) 。常能遣其欲 (สามารถกำจัดตัณหาทั้งปวงได้) ,而心自静 (ใจย่อมสงบ) ;澄其心 (เมื่อใจสะอาด) ,而神自清 (จิตย่อมสะอาด) ;自然六欲不生 (เมื่อนั้นตัณหาย่อมไม่เกิด) ,三毒消灭 (พิษทั้ง 3 ย่อมสูญสลาย) 。

所以不能者 (ชนผู้ไม่สามารถ) ,为心未澄 (ชำระจิตให้สะอาด) ,欲未遣也 (แสดงว่าตัณหายังไม่ถูกกำจัด) ,能遣之者 (ชนผู้สามารถกำจัดตัณหาได้) :內观其心 (เมื่อมนสิการภายใน) ,心无其心 (ย่อมแจ้งว่าไร้จิต) ;外观其形 (เมื่อมนสิการภายนอก) ,形无其形 (ย่อมแจ้งว่าไร้รูป) ;远观其物 (เมื่อมนสิการสรรพสิ่ง) ,物无其物 (ย่อมแจ้งว่าไร้ซึ่งสรรพสิ่ง) ;三者既无 (เมื่อแจ้งว่าสรรพสิ่งไร้) ,唯见于空 (ดังนี้แล ชื่อว่าแจ้งในสุญญตา) 。

观空亦空 (มนสิการความว่างคือว่าง) ,空无所空 (ความว่างหามีไม่) ;所空既无 (ความว่างก็คือไร้) ,无无亦无 (ไร้ไร้ก็คือไร้) ;无无既无 (ไร้ไร้ที่สุดแล้วก็คือไร้) ,湛然常寂 (ย่อมเข้าถึงความสงบ) 。寂无所寂 (สงบไร้สงบ) ,欲豈能生 (ตัณหาจะเกิดได้ไฉน) ;欲既不生 (เมื่อตัณหาไม่เกิด) ,即是真静 (จึงเป็นความนิ่งที่แท้จริง) 。真常應物 (จึงควรแก่การงาน) ,真常得性 (เข้าถึงจิตแท้) ;常應常静 (ควรแก่การงานและสงบมาก) ,常清静矣 (สะอาดและสงบแล้ว) 。

如此清静 (เมื่อสะอาดและสงบเช่นนี้) ,渐入真道 (ย่อมเข้าถึงเต๋าที่แท้จริง) ;既入真道 (เหตุที่เข้าถึงเต๋า) ,名为得道 (จึงได้ชื่อว่าบรรลุเต๋า) ;虽名得道 (ที่ชื่อว่าบรรลุเต๋า) ,实无所得 (แท้จริงจะมีการบรรลุก็หาไม่);为化众生 (เพื่อสั่งสอนสรรพชีวิต) ,名为得道 (จึงได้บัญญติว่า “บรรลุเต๋า”) ;能悟之者 (ชนผู้รู้แจ้ง) ,可传圣道 (จักสามารถถ่ายทอดอริยมรรค)。
上士无爭 (บัณฑิตไร้วิวาท) ,下士好爭 (คนพาลมักวิวาท) 。上德不德 (ผู้ทรงคุณธรรมไร้คุณธรรม) ,下德执德 (ผู้ไร้คุณธรรมยึดถือธรรม) ,执著之者 (ผู้ยึดมั่นนั้น) ,不明道德 (ไม่แจ้งในคุณธรรม) 。众生所以不得真道者 (สรรพชีวิตไม่แจ้งในเต๋าที่แท้จริง) ,为有妄心 (จึงมีอุปาทาน) ,既有妄心 (เพราะมีอุปาทาน) ,即惊其神 (จึงมีความกลัว) ,既惊其神 (เมื่อมีความกลัว) ,即著万物 (จึงมีสรรพสิ่ง) ,既著万物 (เมื่อมีสรรพสิ่ง),即生贪求 (จึงมีความโลภ) ,既生贪求 (เมื่อมีความโลภ) ,即是烦恼 (ก็คือความทุกข์) ,烦恼妄想 (ความทุกข์, อุปาทาน) ,忧苦身心 (ทุกข์กายและใจ) ,便遭浊辱 (พบกับความสกปรกแลเหยียดหยาม) ,流浪生死 (เวียนว่ายเกิดตาย),常沉苦海 (จมอยู่ในทะเลทุกข์) ,永失真道 (สูญเสียเต๋าที่แท้จริง) 。真常之道 (เต๋าที่แท้จริงนั้น) ,悟者自得 (ผู้รู้แจ้งจักบรรลุได้เอง) ;得悟道者 (ผู้บรรลุเต๋านั้น) ,常清静矣 (บริสุทธิ์และสงบยิ่งนัก)!
仙人葛翁曰 (เซียนผู้เฒ่าแซ่ “เก๋อ”กล่าวว่า) :吾得真道 (ข้าบรรลุเต๋า) ,曾诵此经万遍 (เหตุเพราะสวดสาธยายคัมภีร์นี้หมื่นจบ) 。此经是天人所習 (คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์ของเทพ) ,不传下士 (ไม่ถ่ายทอดสู่เบื้องล่าง) 。吾昔受之于东华帝君 (ข้าได้รับถ่ายทอดมาจาก “ตงหัวตี้จฺวิน”) ,东华帝君受之于金阙帝君 (“ตงหัวตี้จฺวิน”ได้รับมาจาก “จินเชฺว่ตี้จฺวิน”) ,金阙帝君受之于西王母 (“จินเชฺว่ตี้จฺวิน”ได้รับมากจาก “ซีหวางหมู่”)。西王一线乃口口相传 (ถ่ายทอดกันปากต่อปาก) ,不记文字 (ไม่มีการจดบันทึก) 。吾今于世 (บัดนี้ข้า) ,书而录之 (ได้บันทึกไว้) 。上士悟之 (บุคคลระดับสูง) ,升为天仙 (จักบรรลุเป็นเซียน) ;中士修之(บุคคลระดับกลาง) ,南宮列官 (จักได้เป็นขุนนางที่ตำหนักใต้) ;下士得之 (บุคคลระดับล่าง) ,在世长年 (เมื่อสิ้นชาตินี้) 。遊行三界 (จักท่องเที่ยวสามภพ) ,升入金门 (จึงเข้าสู่ประตูทอง)。
左玄真人曰 (“จฺว้อเสฺวียนเจินเหริน”กล่าวว่า) :学道之士 (บัณฑิตผู้ศึกษาเต๋า) ,持诵此经者 (หมั่นสวดสาธยายคัมภีร์นี้) ,即得十天善神 (จักมีเทพทั้งสิบชั้นฟ้า) ,拥护其身 (คอยปกปักษ์อารักษ์) 。然后玉符保神 (จากนั้นยันต์หยกคุ้มจิต) ,金液炼形 (ฝึกขั้น จินเย่) 。形神俱妙 (ดวงจิตบรรลุ) ,与道合真 (เป็นหนึ่งกับเต๋า) 。
正乙真人曰 (“เจิ้งอี่เจินเหริน”กล่าวว่า) :人家有此经 (ชนใดมีคัมภีร์นี้) ,悟解之者 (จักเป็นผู้รู้แจ้ง) ,灾障不干 (ภยันตรายไม่อาจแผ้วพาน) ,众圣护门 (ทวยเทพคุ้มครอง) 。神升上界 (จิตสู่เบื้องบน) ,朝拜高真 (กราบไหว้เป็นจริง) 。功滿德就 (กุศลบริบูรณ์),相感帝君 (ได้พบ “ตี้จฺวิน”) 。诵持不退 (สวดสาธยายมิรู้คลาย) ,身腾紫云 (กายขี่เมฆม่วง)

 

大道无形 (เต๋าไร้รูป) ,生育天地 (กำเนิดฟ้าดิน) ;大道无情 (เต๋าไร้จิต) ,運行曰月 (ขับเคลื่อนสุริยันจันทรา) ;大道无名 (เต๋าไร้นาม) ,长养万物 (หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง) ;吾不知其名強名曰道 (ข้าไม่รู้จะเรียกสิ่งใด จึงขนานนามว่า “เต๋า”) 。
วรรคนี้ท่านอธิบายถึงสภาวะแห่งเต๋า โดยประโยคที่ว่า “เต๋าไร้รูป” และ “เต๋าไร้จิต”นั้น หมายถึงเต๋าพ้นแล้วจากฐานะแห่งรูปและนาม โดยประโยคที่ว่า “เต๋าไร้จิต” คำว่าจิตในที่นี้หมายถึงนาม รูปและนามนั้นเป็นสภาวะอันเป็นสังขตธรรม กล่าวคือ เกิดขึ้น, ตั้งอยู่, และดับไป ด้วยเหตุปัจจัย เต๋าจึงเป็นถาวะอันเป็นอสังขตธรรมคือพ้นแล้วจากอำนาจของเหตุปัจจัย ไม่เกิดไม่ดับ พ้นแล้วจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กาละ (เวลา) , เทศะ (สถานที่) , สัตว์, บุคคล, ตัวตน ( อนัตตา)ฯลฯ และที่สำคัญคือไม่มีชื่อ ท่านแสดงไว้ชัดว่า “ข้าไม่รู้จะเรียกสิ่งใด จึงขนานนามว่า “เต๋า” ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร คำว่า “เต๋า” 《道》จึงเป็นเพียงคำที่สมมุติเพื่อใช้ในการเรียกขานนั้น เต๋านั้นแม้จะกล่าวว่าเป็นสุญญตา (ความว่าง) แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีแบบไม่มีอะไรเลย เพราะขาดสูญแล้วย่อมไม่อาจกำเนิดฟ้าดิน และไม่อาจขับเคลื่อนตะวันจันทรา (จักรวาล) ซึ่งในส่วนนี้นั้นท่านอธิบายว่า “มีก็ไม่ใช่”, “ไม่มีก็ไม่ใช่” ซึ่งเป็นหลักอภิปรัชญาซึ่งยากแก่การเข้าใจ เพราะว่าถ้าสามารถเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วก็บรรลุธรรมไปแล้ว เหมือนคนไม่เคยกินแกง ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรเขาก็ไม่มีทางเข้าใจรสแกง ที่กล่าวกันนี้ก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบให้พออนุมาน ( “อนุมาน” แปลว่า “คิดตาม”) เท่านั้น ซึ่งในความจริงแล้วยัง***งภาวะรู้แจ้งที่แท้จริงมาก
เรื่อง นี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องทำความเข้าใจ โดยในส่วนของศาสนาเต๋า ประโยคในคัมภีร์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งแม้ในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเกง) 《道德经》ก็มีนัยยะเช่นเดียวกัน ว่าเต๋ามีสภาวะเป็นอนัตตา โดยในส่วนของศาสนาพุทธทั้ง เถรวาท, มหายาน, วัชรยาน ก็เช่นเดียวกันว่า นิพพานเป็นอนัตตา โดยในส่วนนี้จะต้องทำความเข้าใจให้แจ่มชัด เรื่องตรีกายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในส่วนที่เราเห็นเป็นรูปลักษณ์นั้น เป็นสัมโภคกาย และ นิรมาณกาย ในส่วนของธรรมกาย《法身》นั้น ( “ธรรมกาย” ในที่นี้ไม่ใช่ “ธรรมกาย” ในความหมายของคำสอนของวัดพระธรรมกาย) เป็นภาวะแห่งนิพพาน ไม่มีทั้งรูปและนาม ไม่มีเพศภาวะ พ้นแล้วจากอัตตา (ตัวตน) ทั้งปวง เป็นอนัตตา แม้ว่าพระพุทธองค์จะนิพพานไปแล้ว แต่พระธรรมกายยังคงอยู่ ที่ดับไปเป็นเพียงสัมโภคกายและนิรมาณกาย โดย การดำรงอยู่ของพระธรรมกายนี้พ้นแล้วจากภาวะของอัตตา (ตัวตน), กาละ (เวลา), เทศะ (สถานที่) ไม่เกิด, ไม่แก่, ไม่เจ็บ, ไม่ตาย, ไม่ทุกข์, ไม่สุข ฯลฯ เป็นการดำรงอยู่แต่ไม่มีตัวตน เมื่อพระธรรมกายยังดำรงอยู่ แม้ว่าสัมโภคกายและนิรมาณการจะดับไป แต่ก็สามารถมีพระสัมโภคกายและนิรมาณกายอุบัติได้อีกเป็นอเนกอนันต์ จริงอยู่เองว่ามีคำสอนของชนบางกลุ่มที่ว่า นิพพานและเต๋าเป็นอัตตา เป็นตัวตน อยู่กันเป็นบ้านเป็นเมืองเป็นอาณาจักร ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเองก็มีมาแต่โบราณแล้ว แม้แต่ในประเทศไทยเองก็มีคำสอนประเภทดังกล่าวว่า (เป็นคัมภีร์สมัยสุโขทัย) นิพพานเป็นมหานครเป็นเมืองแก้ว ซึ่งในส่วนของศาสนาเต๋านั้น ในคัมภีร์“ไท่สั้งเหล่าจฺวินซฺวอฉางชิงจิ้งจิง” 《太上老君说常清静经》และคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเกง) 《道德经》เป็นเครื่องชี้ชัดอยู่แล้วว่า คำสอนที่ว่าเต๋าเป็นอัตตา(ตัวตน) หรือมีเทพผู้ยิ่งใหญ่ให้กำเนิดสรรพสิ่ง หรือเป็นองค์ปฐมนั้นเป็นคำสอนที่ผิด
เมื่อกล่าวถึงพุทธเกษตร ยกตัวอย่างเช่นสุขาวดีพุทธเกษตร แม้ชื่อจะกล่าวว่าเป็น “พุทธเกษตร” (แปลว่า “เขตแห่งพุทธะ”) แต่พุทธเกษตรเองก็มิใช่นิพพาน (เช่นเดียวกับโลกของเรานี้ที่เป็นพุทธเกษตรของพระศากยมุนีพุทธเจ้า) พระอมิตาพุทธเจ้าเองก็ยังมิได้ปรินิพพาน แม้ว่าพระอมิตาภพุทธเจ้าจะทรงมีพระอีกพระนามว่า “อมิตายุส” ซึ่งแปลว่า “มีอายุอันประมาณไม่ได้” แต่ไม้ได้หมายความว่าพระองค์จะไม่ปรินิพพาน โดยเรื่องของการปรินิพพานของพระองค์นั้นปรากฏอยู่ในพระสูตรชื่อ《 悲华经 》และอีกประการหนึ่งคือนิพพานไม่ใช่ภพภูมิ เพราะคำว่า “ภพ” (ภวะ) นั้น หมายถึงภาวะระหว่างการปฏิสนธิ (เกิด) และจุติ (ตาย) เมื่อนิพพานพ้นแล้วจากการเกิดและการตาย จึงไม่ใช่ภพด้วยนัยยะทั้งปวง


夫 道者 (อันเต๋านั้น) :有清有浊 (มีสะอาด, มีสกปรก) ,有动有静 (มีเคลื่อน, มีนิ่ง) ;天清地浊 (ฟ้าสะอาด, ดินสกปรก) ,天动地静 (ฟ้าเคลื่อน, ดินนิ่ง) ;男清女浊 (ชายสะอาด, หญิงสกปรก) ,男动女静 (ชายเคลื่อน, หญิงนิ่ง) ;降本流末 (ไหลเวียนเปลี่ยนผัน) ,而生万物 (ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง) 。清者浊之源 (สะอาดมีสกปรกเป็นราก) ,动者静之基 (เคลื่อนมีนิ่งเป็นฐาน) ;人能常清静 (มนุษย์สามารถสะอาดและนิ่ง) ,天地悉皆歸 (ฟ้าดินรวมกลับคืน) 。
วรรคนี้นั้นท่านอธิบายของสภาวะธาตุทั้ง 2 คือ “หยาง” 《阳》 และ “อิน” 《阴》 ธาตุทั้ง 2 นี้ ไม่ใช่เต๋า หาก แต่เต๋าได้ให้กำเนิดธาตุทั้ง 2 ขึ้นโดยแยกออกมาจากเต๋า โดยธรรมชาติของธาตุทั้ง 2 นั้น ธาตุหยางมีลักษณะเคลื่อนไหว, แข็งกร้าว, หยาบ, ร้อน, ลอย, สะอาด ฯลฯ ส่วนธาตุอินมีลักษณะนิ่ง, อ่อน, ละเอียด,เย็น,จม, สกปรก ฯลฯ ธาตุทั้ง 2 นี้มีลักษณะตรงกันข้าม (ปฏิปักขธรรม) แม้จะอยู่ตรงกันข้ามแต่ไม่อาจแยกออกจากกัน เมื่อธาตุทั้ง 2 ทำปฏิกิริยา เชิงสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ต่อกันและก่อให้เกิดสรรพสิ่ง โดยภาวะเชิงสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ดังกล่าวนี้มีความหลายนัยยะต่างๆ จึงก่อให้เกิดความหลากหลายในสรรพสิ่ง (ทั้งที่มีและไม่มีชีวิต) ทั้งนี้ที่กล่าวว่าชายสะอาดหญิงสกปรกนั้น ไม่ใช่การเหยียดหยามทางเพศ หากแต่เป็นการอธิบายถึงลักษณะของธาตุทั้ง 2 โดยคำว่า “ชาย”นั้นหมายถึงลักษณะแข็งกร้าวของธาตุหยางซึ่งมีลักษณะเหมือนเพศชาย และคำว่า “หญิง”นั้นหมายถึงลักษณะอ่อนโยนของธาตุอินซึ่งมีลักษณะเหมือนเพศหญิง ต่อมาท่านอธิบายว่า หากจิตของมนุษย์สะอาด (หยาง) และนิ่ง (อิน) โดยวลีที่ว่า “ฟ้า (หยาง) ดิน (อิน) รวมกลับคืน” หมายถึง เมื่อหยางและอินรวมเป็นหนึ่ง ก็จะคืนสู่สภาวะเดิมคือ “เต๋า”ซึ่งก็หมายถึงการหลุดพ้นออกจากวัฏฏะสงสารนั่นเอง

夫 人神好清 (ใจมนุษย์นั้นสะอาด) ,而心扰之 (แต่กลับวุ่นวาย) ;人心好静 (ใจมนุษย์สงบ) ,而欲牵之 (แต่ตัณหาชักพา) 。常能遣其欲 (สามารถกำจัดตัณหาทั้งปวงได้) ,而心自静 (ใจย่อมสงบ) ;澄其心 (เมื่อใจสะอาด) ,而神自清 (จิตย่อมสะอาด) ;自然六欲不生 (เมื่อนั้นตัณหาย่อมไม่เกิด) ,三毒消灭 (พิษทั้ง 3 ย่อมสูญสลาย) 。所以不能者 (ชนผู้ไม่สามารถ) ,为心未澄 (ชำระจิตให้สะอาด) ,欲未遣也 (แสดงว่าตัณหายังไม่ถูกกำจัด) ,
วรรคนี้ท่านอธิบายว่าแต่เดิมจิต มนุษย์นั้นเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า กล่าวคือสะอาด (หยาง) และ สงบ (นิ่ง) รวมเป็นหนึ่ง แต่ ถูกตัณหาชักพาให้วุ่นวาย และไม่สงบ กล่าวคือ แยกเป็นเป็นหยางและอิน (แต่ไม่แยกออกจากกันเพราะแยกออกจากกันไม่ได้) การพ้นจากวัฏฏะนั้นไม่ใช่การที่เราจะทำให้ใจสะอาดและสงบ หากแต่อยู่ที่การกำจัดตัณหา เมื่อสิ้นตัณหา ธรรมชาติของจิต ย่อมจักหวนคืนสู่สภาพเดิมคือสะอาดและสงบโดยธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องทำอะไร และเมื่อนั้นพิษทั้ง 3 ย่อมสูญสลายไปเอง (พิษทั้ง 3 หมายถึงอกุศลเหตุ 3 คือ โลภะ, โทสะ และโมหะ)
能遣之者 (ชนผู้สามารถกำจัดตัณหาได้) :內观其心 (เมื่อมนสิการภายใน) ,心无其心 (ย่อมแจ้งว่าไร้จิต) ;外观其形 (เมื่อมนสิการภายนอก) ,形无其形 (ย่อมแจ้งว่าไร้รูป) ;远观其物 (เมื่อมนสิการสรรพสิ่ง) ,物无其物 (ย่อมแจ้งว่าไร้ซึ่งสรรพสิ่ง) ;三者既无 (เมื่อแจ้งว่าสรรพสิ่งไร้) ,唯见于空 (ดังนี้แล ชื่อว่าแจ้งในสุญญตา) 。
บทว่า “ชนผู้สามารถกำจัดตัณหาได้ เมื่อมนสิการภายใน ย่อมแจ้งว่าไร้จิต เมื่อมนสิการภายนอก ย่อมแจ้งว่าไร้รูป เมื่อมนสิการสรรพสิ่ง ย่อมแจ้งว่าไร้ซึ่งสรรพสิ่ง เมื่อแจ้งว่าสรรพสิ่งไร้ดังนี้แล ชื่อว่าแจ้งในสุญญตา” ท่านหมายเอา เมื่อประหารแล้วซึ่งตัณหาได้ เมื่อพิจารณาลงในสภาวธรรม ย่อมรู้ชัดว่า รูปและนาม (จิต) ไม่มีอยู่จริง (ไร้) เป็นเพียงมายาภาพที่คนที่มีอุปาทานสำคัญผิดไปว่ามีอยู่จริง เมื่อว่ารูปและนามไม่มีอยู่จริงแล้วย่อมไม่มีซึ่งสรรพสิ่ง เหตุใดถึงกล่าวว่ารูปและนามไม่มีอยู่จริง ดังที่กล่าวแล้วว่าไม่มีในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งไรๆก็ไม่มี หรือขาดสูญ หากแต่ไม่มีจากอัตตาที่จะดำรงอยู่ได้ เป็นเพียงอาศัยเหตุปัจจัยประชุมกันแล้วบังเกิดขึ้น เมื่อสิ้นปัจจัยแล้วย่อมแตกดับไป หาได้มีสิ่งใดเป็นเที่ยงแท้ยั่งยืน และยิ่งไม่มีสิ่งใดที่เป็นเกิดขึ้นตั้งอยู่เป็นอิสระธรรม คือความเป็นใหญ่โดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยทั้งปวงต่างก็เกิดขึ้น, ตั้งอยู่,ดับไป หมุนเวียนเปลี่ยนผันไป เมื่อรู้ชัดดังนี้จึงชื่อว่า “สุญญตา” (ความว่าง) ในส่วนนี้ท่านอธิบายแบบเหตุไปหาผล และผลไปหาเหตุ กล่าวคือ เมื่อกำจัดสิ้นซึ่งตัณหา (เหตุ) ย่อมแจ้งในสุญญตา (ผล) และ ที่แจ้งในสุญญตา (ผล) เพราะ กำจัดแล้วซึ่งตัณหา (เหตุ)

 

[1] [2] 下一页

没有相关文章

太上老君清静经泰文版
  • 上一篇文章:

  • 下一篇文章: